
หลังจากที่ได้อ่าน ข้อควรรู้ก่อนคิดจะสร้างบ้าน ตอนที่ 1 กันไปแล้ว เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เราไปติดตามเรื่องราวต่อไปกันเลยดีกว่าครับ
เมืองไทย มิใช่เมืองนอก อย่าทำตัวเป็นขี้ครอก เดินตามเขา (ตอนแรก)
จากการทำงานในวงการก่อสร้างมา หลายครั้งที่ผมได้มีส่วนเข้าไปร่วมรับรู้ขั้นตอนการออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรม หรือบางครั้งเป็นงานระบบต่างๆ รวมทั้งจากสภาพงานก่อสร้างที่พบเห็นได้ทั่วไป ปัญหาที่พบได้เสมอ (ซึ่งเป็นปัญหาระดับรากเหง้าของสังคมไทย) คือการประยุกต์ใช้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมาะสมกับภูมิอากาศ และสภาพสังคมในบ้านเรา การขาดความเป็นตัวของตัวเองทางภูมิปัญญาของคนไทยในทุกระดับ แม้แต่ในแวดวง สถาปนิก วิศวกร แพทย์ ปัญญาชนบางคนของเรายังไม่ได้ค้นหาหนทางที่เหมาะกับท้องที่ มากเท่ากับการขวนขวายเดินตามชาวต่างชาติซึ่งก็ดี แต่ตามไปดูเค้ามาแล้วน่าจะวิธีการของเราเองด้วย ผมขอยกตัวอย่างในเรื่องการก่อสร้างนะครับ
ในการออกแบบสิ่งก่อสร้างหนึ่งๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรืออาคารเพื่อการพาณิชย์ใดๆ เราจะเห็นได้ว่ารูปทรงอาคารในปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมจากประเทศพัฒนาแล้ว อย่างมาก โชคร้ายที่ส่วนใหญ่ประเทศพัฒนาแล้วมักมีอากาศหนาว หรืออย่างน้อยก็ไม่ร้อนเท่าเรา รูปแบบดังกล่าวจึงไม่ค่อยกลัวแดดกลัวฝนเท่าไร ผิดกับอากาศในเมืองไทยที่ร้อนชื้นฝนชุก (และแรงด้วย) สถาปัตยกรรมที่เหมาะกับประเทศเราจึงควรจะมีเรื่องชายคา(เช่นเรือนไทยโบราณ) หรือ แผงกันแดด ฟินต่างๆแบบสมัยใหม่เข้ามาเกี่ยวข้อง แน่นอนครับว่า สถาปัตยกรรมแบบไทยเดิมนั้นไม่เหมาะกับยุกต์ปัจจุบันแล้ว ครั้นจะใช้ตามแบบฝรั่งซะเลยก็ไม่เหมาะ การเลียนแบบโดยขาดความเข้าใจดังกล่าวทำให้อาคารสะสมความร้อน ระบายอากาศได้ไม่ดี ปัญหาน้ำรั่วซึม ฯลฯ ซึ่งหมายถึงการเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม ค่าไฟฟ้า การสิ้นเปลืองพลังงาน
แม้จะไม่เหมาะสมอย่างไร แต่ค่านิยมของคนไทยหลายคนกลับมองว่ารูปแบบอาคารเมืองหนาวทันสมัย ดูดีกว่า หลายครั้งสถาปนิกก็เข้าใจเรื่องนี้ดี แต่เจ้าของโครงการผู้ว่าจ้าง ยังฝังหัวชอบตามก้นฝรั่งอยู่ อาคารแบบเตาอบยักษ์จึงมีปรากฎให้เราได้เห็นอยู่ทั่วไป หลายรายลงเอยด้วยการติดกันสาดเหล็กเพิ่มเติมประเภทอาคารโรมันกันสาดเฮียเม้ง ซึ่งจริงๆแล้วทำซะแต่แรกสถาปนิกสามารถออกแบบรูปแบบที่เข้ากับตัวอาคารเป็นส่วนของอาคารที่คงทนถาวรไปเลย การก่อสร้างง่ายและประหยัดกว่า
เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ไม่กี่ปีมานี้เรามีการตื่นตัวเรื่องอาคารประหยัดพลังงาน มีการประชาสัมพันธ์ในงานต่างๆจนเกิดผลขึ้นมา โครงการบ้านจัดสรรรุ่นหลังๆเริ่มมีการใช้แนวคิด การออกแบบที่เรียกว่า Tropical มากขึ้น (แต่ส่วนใหญ่จะยังค่อนข้างร้อนอยู่) มีการประกวดออกแบบบ้านที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ผมก็ได้แต่หวังว่าคนไทยเราจะมี พัฒนาการที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เมื่อมีโอกาสผมจะพูดเรื่องนี้กับเจ้าของโครงการเสมอ ถ้าแก้ปัญหานี้ได้ก็จะมีผลต่อปัญหาทางเศรษฐกิจสังคมอื่นๆอีกมาก เพราะมีรากเหง้าเดียวกันคือค่านิยมตามก้นฝรั่งจนเราเสียหายมากมาย แม้ว่าผมจะไม่ใช่สถาปนิกแต่ก็อยากให้เพื่อนๆพี่น้องสถาปนิกช่วยกันสร้างความเข้าใจนี้ให้กับคนในสังคมด้วยนะครับ ถ้ายังไม่เบื่ออ่านตอนสองต่อครับ (ส่วนคนเขียนกำลังมัน เขียนต่อทันที)
เมืองไทย มิใช่เมืองนอก อย่าทำตัวเป็นขี้ครอก เดินตามเขา (ตอนสอง)
จากปัญหาเรื่องภูมิอากาศดังกล่าว เราจะทำอย่างไร ลองย้อนกลับไปดูภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของเราบ้าง ตัวอย่างเช่นเรือนไทยภาคกลางซึ่งท่านผู้รู้ได้ แจกแจงข้อดีหลายๆอย่างไว้ให้เรานำมาใช้ได้ดังนี้
• วัสดุเป็นไม้ ซึ่งไม่อมความร้อนเหมือนปูนที่เรานิยมใช้กันในปัจจุบัน
• หลังคาสูงชัน ทำให้ไออากาศร้อนสามารถระบายออกทางช่องกระเบื้อง
• ชายคายื่นยาว กันแดดกันฝน
• หน้าต่างรอบด้าน ระบายอากาศ
• การลดระดับของนอกชาน ต่ำกว่าพื้นเรือน ทำให้เกิดช่องต่างระดับเป็นช่องที่ให้อากาศไหลเวียนได้
สรุปได้ว่าเรือนไทยเป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศมาก แต่นั่นคือในสมัยก่อนนะครับ ปัจจุบันไม้ราคาแพง กระเบื้องมุงหลังคาก็ไม่จำเป็น ต้องชันมาก(ซึ่งจะทำให้ค่าโครงสร้างแพง) ชายคายื่นยาวก็ดีแต่ต้องสอดคล้องกับระดับความสูงห้องเพื่อไม่ให้ผู้อยู่อาศัยภายในรู้สึกอึดอัด กล่าวคือใช้แนวคิดเดิม แต่เปลี่ยนวิธีการให้เหมาะกับการใช้ชีวิต วัสดุและเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ตบท้ายนิดนึง ผมเคยได้ยินดอกเตอร์ทาง Traffic/Highway Engineering พูดเกี่ยวกับปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ แล้วอ้างมาตรฐานของ "พี่ผลาญ" ว่ามีพื้นที่ถนนมากกว่า (เป็นสัดส่วนกับพื้นที่เมืองทั้งหมด) ถ้างั้นแล้วเราจะเอาเครื่องบินรบที่ไหนไปปล้นน้ำมันแขกมาใช้ละครับ เมืองต้องขยายออกไปทำให้รถต้องวิ่งไกลขึ้นอีก แล้วญี่ปุ่น ฮ่องกงที่เแก้ปัญหาโดยใช้ระบบขนส่งมวลชนก็น่าพิจารณา เสียดายที่บางคนไปเรียนเมืองนอกได้กลับมาเป็นเชือกสนจมูกกับปลอกคอ แล้ว เราก็มีคนแบบนี้ในสาขาต่างๆอยู่ อันนี้ต้องช่วยกันแก้ทัศนะคติของคนไทยด้วยกันครับ
อ่า ... side effect ของกาแฟพาไป ตอนหน้าผมจะเข้าเรื่องก่อสร้างดีกว่าครับ
เมืองไทย มิใช่เมืองนอก อย่าทำตัวเป็นขี้ครอก เดินตามเขา (ตอนสาม)
ที่ได้กล่าวไปแล้วเป็นเรื่องของสถาปัตยกรรมที่ควรจะเข้ากับสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ อันจะทำให้ผู้ใช้อาคารอยู่ได้อย่างสบายหรืออย่างน้อยก็ใช้พลังงานน้อยๆ เท่าที่จำเป็น ยังมีเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เรายังเคยชินกับมาตรฐานฝรั่งอยู่ ซึ่งบางสถานการณ์ผมคิดว่าน่าจะลองหาทางเลือกอื่นๆบ้าง เช่น โถปัสสาวะชายที่นิยมใช้กันมากตอนนี้ เราลองดูตามปั๊มน้ำมันต่างๆ มักจะตัน เนื่องจากคนไทยเราหลายคนยังไม่ระวังเท่าที่ควร ทิ้งก้นบุหรี่ หมากฝรั่งลงไป (ไม่ค่อยมีช่างที่ไหนอยากมาซ่อมด้วย นะครับ) บางที่ก็หายซึ่งถ้าเป็นประเทศที่เศรษฐกิจดีคงไม่มีใครเอาของแบบนี้ จริงอยู่มันเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี แต่ต้องยอมรับว่าเรายังพัฒนาประเทศได้ไม่ทั่วถึงจริงๆ คนแบบนี้ยังมีอยู่มาก
เจ้าโถแบบนี้ถ้าเป็นการใช้งานในประเทศที่พัฒนาแล้ว คงไม่มีปัญหาดังกล่าว แต่สำหรับเมืองไทย สุดท้ายมักลงเอยด้วยอาการตัน (ยกเว้นในอาคารสำนักงานที่ ผู้ใช้ส่วนใหญ่มีการศึกษา) หรือเจ้าของปั๊มต้องเปลี่ยนตัวดักกลิ่นออกแล้วต่อเป็นท่องอระบายน้ำ PVC ธรรมดา ซึ่งไม่กันกลิ่น ปัญหานี้มีมานานแล้ว เราก็ยังชินกับ ปั๊มน้ำมันที่มีแต่ท่อตัน ก็อกรั่ว โดยผู้ออกแบบยังคงใช้มาตรฐานเดิมโดยไม่คิดถึงความเป็นจริงของคนในพื้นที่ กล่าวคือสถานที่สาธารณะในประเทศกำลังพัฒนานั้น อุปกรณ์ต่างๆต้อง Heavy Duty จริงๆ
ตัวอย่างที่ดีคือ บางที่จะไม่ใช้โถแล้วเปลี่ยนมาเป็นรางเปิดแทน ซึ่งไม่มีกลไกซับซ้อนอะไรที่จะมีปัญหาเพียงแต่ต้องเล่นกับถังพักดักเศษขยะเป็นเท่านั้น นับเป็นรูปแบบ ที่เหมาะกับท้องถิ่นอีกอัน นอกจากตามก้นฝรั่งแล้ว เรายังตามคนจีนในเรื่องฮวงจุ้ยอีก (ผมได้เขียนบทความไว้แล้ว) หรือแม้แต่ความเชื่อโบราณของไทยเราเอง ซึ่งสิ่งที่เหมือนกันคือการเชื่อโดยที่ยัง ไม่เข้าใจสาเหตุที่มา เรื่องแบบนี้ยังมีอีกมาก ผมเองก็อาจจะเห็นในบางเรื่องบางมุมเท่านั้น ถ้าท่านมีอะไรแนะนำก็ส่งมาได้ทางเว็บบอร์ดนะครับ
จะเอาอะไร เท่าไหร่ดี
ไม่ได้กวนนะครับ แต่เป็นคำถามที่เจ้าของบ้านมักจะถามผู้ออกแบบเสมอ เรื่องส่วนประกอบของอาคารทั่วๆไป ความจริงหลายๆอันก็เป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละโครงการ แต่ก็มีแนวทางอยู่บ้างที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ คือเป็นเรื่องของ Ergonomics ที่น่าจะเหมาะกับรูปร่างของคนไทย อย่างเช่น
• ระดับพื้นบ้านชั้นล่างสูงกว่าดินถมรอบบ้าน -- 50 ซม. เป็นระดับที่พบเห็นได้บ่อย ทำให้ตัวบ้านสูงกว่าที่ดินรอบข้างพอสมควร แต่ลูกขั้นบันไดทางเข้าบ้านไม่มากเกินไป
• ความสูงระหว่างชั้น -- ตามกฎหมายกำหนด 2.60 เมตร เป็นความสูงระหว่างพื้นแต่ละชั้น (ซึ่งรวมระดับท้องคานไว้แล้ว) การใช้งานจริงน่าจะกำหนดที่ระดับฝ้าสูงจากพื้น 2.60 เมตร
สำหรับบ้านขนาดกลางทั่วไป และมากกว่านี้ถ้าพื้นที่กว้าง
• ระยะความสูงของขั้นบันได -- ลูกตั้ง 18 ซม. ลูกนอน 22 ซม. (ประมาณ) ลูกตั้งอาจน้อยกว่านี้สำหรับโรงเรียนอนุบาล หรือบ้านพักคนชรา •ความกว้างบันได -- 1.20 เมตรสำหรับพื้นที่
จำกัด
• ความกว้างประตูต่างๆ(วัดที่บาน) -- ประตูหน้าบ้านควรเป็นบานคู่หรือบานเดี่ยวกว้างๆ / ประตูหลังบ้าน 90 ซม. / ประตูห้องภายใน 80 ซม. / ประตูห้องน้ำ 70 ซม.
• พื้นที่ห้องน้ำอย่างน้อย -- 1.20 x 2.00 (วัดที่ผนังภายใน) •ระดับสวิทช์ไฟแสงสว่าง -- 1.20 เมตรจากระดับพื้น หรือต่ำกว่าไหล่เล็กน้อย
• ระดับติดตั้งสุขภัณฑ์ต่างๆ -- ทดลองเทียบกับตัวเจ้าของห้อง หรือใช้คนตัวเล็กเป็นมาตรฐานสำหรับห้องน้ำรับแขก
• ระเบียง -- สำหรับระเบียงห้องส่วนตัวไม่มีข้อกำหนด อาจจะใช้ความกว้างเพียง 60-80 ซม.ก็ได้ถ้าถูกจำกัดโดยงบประมาณ หรือรูปแบบภายนอก ระเบียงยาวที่เดินเชื่อมจุดต่างๆได้ ควรใช้
ความกว้าง 1.00 เมตรขึ้นไป (บ้านส่วนตัว) อาคารสาธารณะต้องดูปริมาณคนอีกทีครับ
ระยะดังกล่าวอาจปรับแก้ได้ตามความรู้สึก พื้นที่ และงบประมาณของเจ้าของบ้านนะครับ ควรปรึกษาสถาปนิกในขั้นตอนออกแบบครับ
บันได ไม่ใช่ไม่สำคัญ
บันไดนอกจากจะใช้ในการเชื่อมต่อพื้นที่ระหว่างชั้นแล้ว ยังสามารถออกแบบให้เป็นบริเวณที่ช่วยถ่ายเทอากาศ นำแสงเข้าตัวบ้าน และเป็นจุดหนึ่งที่อันตรายเช่นเดียวกับ ห้องน้ำ โดยเฉพาะกับบ้านที่มีเด็กเล็ก หรือ คนชรา จึงไม่ใช่เรื่องที่เรามองข้ามได้เลยนะครับ มีข้อควรระวังดังนี้ครับ
1. ระยะลูกตั้งลูกนอน ประมาณ 18 x 22 (ลูกตั้ง ลูกนอน) หรือลูกตั้งน้อยกว่านี้สำหรับบ้านที่มีเด็กเล็กมาก หรือคนชรา
2. ความกว้างบันได -- 1.20 เมตรสำหรับพื้นที่จำกัด ซึ่งความกว้างบันไดจะเป็นตัวจำกัดขนาดเฟอร์นิเจอร์ที่คุณจะนำขึ้นไปได้
3. ความสว่าง โถงบันไดต้องสว่างทั้งวันทั้งคืน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุส่วนใหญ่แล้วมักจะมีการเจาะช่องหน้าต่างเพื่อนำแสงเข้าในเวลากลางวัน และมีโคมไฟสำหรับเวลากลางคืน
4. ลูกบันไดต้องไม่ลื่น กรณีของบันไดคอนกรีตปูกระเบื้อง ควรมีจมูกบันไดเป็นพลาสติกกันลื่น บันไดไม้อยู่ที่วัสดุทาและระวังอย่าให้เปียก อาจจะใช้เทปกาวที่มีผิวฝืดช่วยก็ได้ครับ
5. หลายๆบ้านที่มีพื้นที่จำกัด โถงกลางภายในบ้านชั้นบนที่เชื่อมต่อห้องนอนต่างๆอาจจะเล็กแคบ อึดอัดเกินไป การที่โถงบันไดมีช่องหน้าต่าง หรือกระจกกว้างๆ นอกจากช่วยนำแสงเข้า
บ้าน แล้วยังช่วยให้ทางเชื่อมแคบๆ ไม่ดูอึดอัดเกินไปได้ครับ
โถงบันไดเป็นจุดที่สำคัญมากในบ้านทีเดียว โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วยแล้ว โถงบันไดที่มีช่องแสงธรรมชาติจากภายนอกเข้ามา และมีโคมไฟสำหรับให้ความสว่างในเวลากลางคืนอย่างเพียงพอ ระยะลูกตั้งลูกนอนที่ไม่ชันนัก ก้าวขาได้ง่าย ราวมือจับมั่นคงแข็งแรง เหล่านี้ต้องมาก่อน เพื่อเป็นการลดอัตราเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุกับผู้สูงอายุ
นอกจากนั้น โถงบันไดยังสามารถใช้เป็นที่ว่างสำหรับถ่ายเทอากาศ ดึงแสงธรรมชาติเข้าสูตัวบ้านทั้งสองชั้น นับว่าเป็นจุดหลักจุดหนึ่งของการจัดวางพื้นที่เลยนะครับ ศึกษาแบบ (พิมพ์เขียว) ดีๆไม่มีบานปลาย ปรกติของงานก่อสร้าง ในขั้นตอนการออกแบบที่มีการพูดคุยปรับแก้จนแบบลงตัวเป็นที่พอใจของเจ้าของงาน และสถาปนิกเห็นว่าไม่มีจุดด้อยที่ร้ายแรงแล้ว ก็จะนำแบบให้ผู้รับเหมาตีราคาเพื่อตกลงทำสัญญาก่อสร้างต่อไป แต่โดยทั่วไปเจ้าของบ้านมักไม่ใช่คนในวงการก่อสร้าง การอ่านแบบแล้วนึกภาพตามอาจมีคลาดเคลื่อนจากความเป็น จริงบ้าง หรือบางครั้งระหว่างงานก่อสร้าง เจ้าของงานเกิดความคิดเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ และหลายครั้งความต้องการดังกล่าวก็คุ้มค่าพอที่จะยอมเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามอยากให้ตะหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงต่างๆดังนี้
1. งานก่อสร้างล่าช้าไปบ้าง มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
2. การคิดมูลค่างาน ตามสัญญาเรามีรายการราคาเป็น BOQ ซึ่งจะใช้เป็นมาตรฐานในการเพิ่มลดมูลค่างานได้
3. การเปลี่ยนแปลงที่จะต้องทุบรื้องานที่ทำไปแล้วนั้นท่านยังต้องจ่ายในค่าก่อสร้างของงานที่รื้อพร้อมค่าแรงรื้อด้วย และถ้าหากมีการรื้อมากอาจมีผลทางจิตวิทยา คุณภาพงานอาจจะลด
ลงเนื่องจากช่างไม่มั่นใจว่าทำไปแล้วต้องรื้อหรือไม่ (แม้ว่าจะมีค่ารื้อต่างๆให้อย่างยุติธรรมแล้วก็ตาม)
ทางที่ดีในขั้นตอนการออกแบบ เจ้าของงานควรศึกษาแบบอย่างละเอียดในทุกแง่มุม ปรึกษาพูดคุยกับผู้ออกแบบคือสถาปนิกและวิศวกรจนเข้าใจ เพื่อการเปลี่ยนแปลงแบบขณะก่อสร้างจะได้มีน้อยที่สุด นั่นหมายถึงการประหยัดเงินของท่านเอง การเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจจะมีผลต่อโครงสร้าง เช่นการเพิ่มกำแพงซึ่งโครงสร้างตามแบบไม่ได้มีการเตรียมรับน้ำหนักไว้ อันอาจจะเป็นอันตรายต่อโครงสร้างได้ ควรใช้เป็นผนังเบาซึ่งสามารถเพิ่มลดได้อย่างอิสระโดยไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้าง เช่น ผนังยิบซั่มสำหรับพื้นที่ภายใน หรือผนังซีเมนต์ไฟเบอร์สำหรับภายนอกครับ